ข่าวแจ้งตลาดหลักทรัพย์
19 เมษายน 2550
2) ความเห็นของที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ
PTW กับ OPCO ไม่ได้ระบุถึงเงื่อนไขของการยกเลิกสัญญา รวมถึงไม่ได้ระบุถึง
จำนวนเงินค่าชดเชยหรือวิธีการคำนวณเงินค่าชดเชยไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น การ
เลิกสัญญาจึงจำเป็นต้องมีการเจรจาต่อรองค่าชดเชยหรือค่าเสียหายของคู่สัญญา
ทั้งสองฝ่าย ซึ่งต้องอยู่ในราคาที่เหมาะสมและไม่สูงกว่าประโยชน์ที่ PTW จะได้รับ
จากการยกเลิกสัญญาดังกล่าว ทั้งนี้ การพิจารณาที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ PTW
รวมถึงการให้ความสำคัญกับต้นทุนค่าเสียโอกาสแก่ OPCO ทำให้เกิดการประหยัด
ต้นทุนเป็นมูลค่าอย่างมีนัยสำคัญต่อ PTW ในอนาคต โดยที่สัญญา O&M เป็นการ
ตกลงว่าจ้างกันเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 25 ปี ซึ่งการเลิกสัญญาดังกล่าวก่อนครบ
กำหนดย่อมทำให้ OPCO ได้รับความเสียหายและค่าเสียโอกาส โดย PTW ได้
ยกเลิกสัญญา O&M กับ OPCO รวมทั้งได้มีการจ่ายเงินชดเชยการเลิกสัญญา
จำนวน 385 ล้านบาทเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550)
3.ให้ PTW เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ BJTจากผู้ถือหุ้นเดิมในราคาหุ้นละ 600 บาท
รวมเป็นเงินค่าหุ้นทั้งสิ้น 305 ล้านบาท (สาเหตุที่ต้องซื้อหุ้นทั้งหมดของ BJT
เนื่องจากการจัดโครงสร้างในการบริหารและผลิตน้ำประปาในช่วงเริ่มต้นของการ
ดำเนินธุรกิจ กลุ่มเธมส์ วอเตอร์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุนหลักที่มีประสบการณ์และความ
เชี่ยวชาญและเป็นผู้นำหลักในธุรกิจจัดการและดำเนินการจัดโครงสร้างในการ
บริหารและผลิตน้ำประปาทั้งหมด โดยกลุ่มเธมส์ วอเตอร์ ได้เป็นผู้ดำเนินการให้
PTW เข้าทำสัญญา O&M กับ OPCO โดยที่ OPCO ต้องว่าจ้างให้ BJT ดำเนิน
การต่ออีกทอดหนึ่ง ดังนั้น การที่ต้องซื้อหุ้นทั้งหมดของ BJT เพื่อจะทำให้การ
บริหารต้นทุนของ PTW ดีขึ้น และเพื่อจัดโครงสร้างการบริหารของ PTW ให้
เหมาะสม โดย PTW ได้ชำระค่าหุ้นทั้งหมดของ BJT ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมเมื่อวันที่
26 มกราคม 2550)
4.ให้ PTW เข้าทำสัญญา O&M ฉบับใหม่โดยตรงกับ BJT (ทั้งคู่ได้ลงนาม
ในสัญญา O&M เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2550)
22 มกราคม 2550 CK ได้ใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ PTW ตามสัดส่วน (ชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนภายใน
วันที่ 25 มกราคม 2550) จำนวน 7,025,700 หุ้น (มูลค่าหุ้นละ 100 บาท)
เป็นเงินจำนวน 702.57 ล้านบาท เพื่อคงสัดส่วนการถือหุ้นใน PTW ร้อยละ
42.58 ของทุนจดทะเบียน และเนื่องจากมีผู้ถือหุ้นเดิมที่ไม่ใช้สิทธิในการเข้าซื้อ
หุ้นเพิ่มทุน CK จึงซื้อหุ้นเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นเดิมที่ไม่ใช้สิทธิเพิ่มอีกเป็นจำนวน
1,049,818 หุ้น เป็นเงินจำนวน 104.98 ล้านบาท รวมเป็นหุ้นที่จองซื้อทั้งหมด
8,075,518 หุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 807.55 ล้านบาท (การใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน
จากผู้ถือหุ้นเดิมที่ไม่ใช้สิทธินั้น เป็นการใช้สิทธิตามสัดส่วนของหุ้นที่ถืออยู่ของผู้ถือหุ้น
แต่ละราย โดยไม่มีผู้ถือหุ้นรายใดที่ใช้สิทธิเกินส่วนของตน หรือสละสิทธิในการ
จองซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นที่ไม่ใช้สิทธิ) ซึ่งการใช้สิทธิจองซื้อหุ้นดังกล่าวจะมีผลทำให้
CK ถือหุ้นอยู่ใน PTW จำนวน 12,767,838 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 46.39 ของ
หุ้นทั้งหมด 27.52 ล้านหุ้น
ทั้งนี้ PTW จะได้รับเงินจากการเพิ่มทุนครั้งนี้รวมเป็นเงินจำนวน 1,650 ล้าน
บาท และ PTW จะนำเงินที่ได้รับจากการเพิ่มทุนจำนวน 305 ล้านบาท ไปใช้ใน
การซื้อหุ้นของ BJT และส่วนที่เหลือจะนำไปชำระคืนหนี้เงินกู้ตามสัญญา
Sponsors Support Agreement
25 มกราคม 2550 ชำระคืนภาระ Sponsor Support Agreement ให้แก่ผู้ถือหุ้นทั้งหมดตามสัญญา
Sponsors Support Agreement เป็นเงินต้น 934.00 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย
จำนวนเงิน 423.38 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,357.38 ล้านบาท
โดยที่สัญญา Sponsors Support Agreement เป็นสัญญาที่ผู้ให้การสนับสนุน
ทางการเงิน (จากงบการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 ประกอบด้วย บจ.
ช.การช่าง โฮลดิ้ง บจ. มหาศิริสยาม และ บจ. นครหลวงค้าข้าว) สัญญา
ว่าจะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ PTW ในวงเงินรวม 800 ล้านบาท และใน
กรณีที่ PTW ขาดเงินทุนหมุนเวียนผู้ให้การสนับสนุนจะให้การสนับสนุนในวงเงินรวม
300 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้เริ่มชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยคงค้างของเงินกู้
ยืมจากผู้ถือหุ้น ก็ต่อเมื่อมีกระแสเงินสดที่เหลือภายหลังจากการชำระดอกเบี้ยและ
เงินต้นจากสถาบันการเงินเท่านั้น
5 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการของ PTW มีมติอนุมัติให้ PTW ดำเนินการปรับโครงสร้าง
บริษัทฯ โดยการลดทุนจดทะเบียนลง 1,552.00 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียน
2,752.00 ล้านบาท โดยการลดจำนวนหุ้นลง 15,520,000 หุ้น คงเหลือเป็น
ทุนจดทะเบียน 1,200.00 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 12,000,000
หุ้น (มูลค่าหุ้นละ 100 บาท) ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการดำเนินการลด
ทุนจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์
สรุปลำดับเหตุการณ์การเข้าลงทุนใน PTW ของ CK มีดังนี้
29 พฤษภาคม 2538 PTW จัดตั้งขึ้น โดยมีทุนจดทะเบียนจำนวน 100,000 บาท แบ่งออกเป็นหุ้น
สามัญ จำนวน 1,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท
24 กรกฎาคม 2538 CK ได้เข้าลงทุนใน PTW เป็นจำนวน 300 หุ้น ในราคาหุ้นละ 100 บาท คิดเป็น
สัดส่วนร้อยละ 30 ของทุนจดทะเบียน
2 สิงหาคม 2538 PTW เพิ่มทุนจากเดิม 100,000 บาท เป็น 200 ล้านบาท โดย CK ได้เพิ่มทุน
ตามสัดส่วนอีกจำนวน 599,700 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 100 บาท รวมเป็นถือหุ้น
จำนวน 600,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 ของทุนจดทะเบียน
25 ธันวาคม 2538 PTW เพิ่มทุนจากเดิม 200 ล้านบาท เป็น 1,102 ล้านบาท โดย CK ได้เพิ่ม
ทุนตามสัดส่วนอีกจำนวน 2,706,000 หุ้น ที่ราคาหุ้นละ 100 บาท รวมเป็นถือ
หุ้นจำนวน 3,306,000 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 30 ของทุนจดทะเบียน
25 กันยายน 2540 CK ได้ขายหุ้น PTW จำนวน 165,300 หุ้น ให้แก่ธนาคาร กรุงไทย จำกัด
(มหาชน) โดย 30,000 หุ้น (หุ้นที่ชำระเต็มมูลค่า 100 บาทแล้ว) ในราคารวม
เป็นเงิน 3,090,000 บาท และ 135,300 หุ้น (หุ้นที่ชำระแล้ว = 27.7161
บาท) ในราคารวมเป็นเงิน 3,856,050 บาท (มูลค่าหุ้นตามบัญชีต่อหุ้น =
27.7161 บาทต่อหุ้น) ทำให้เหลือหุ้นจำนวน 3,140,700 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อย
ละ 28.50 ของทุนจดทะเบียน ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีภาระตาม Sponsors Support
Agreement เกิดขึ้น
9 มีนาคม 2541 CK ได้ขายหุ้น PTW จำนวน 1,487,700 หุ้น ให้แก่ บจ. ช.การช่าง โฮลดิ้ง
ในราคาหุ้นละ 78.83 บาท (มูลค่าหุ้นตามบัญชีต่อหุ้น = 68.7361 บาทต่อหุ้น)
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 117,275,391 บาท รวมทั้งโอนภาระหนี้เงินต้นจำนวน
35,227,220 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 262,288.46 บาท รวมเป็นเงิน
35,489,508.46 บาท (ตามภาระ Sponsors Support Agreement ใน
ขณะนั้น) โดยเมื่อรวมภาระหนี้แล้วจะคิดเป็น102.69 บาทต่อหุ้น ทำให้เหลือหุ้น
จำนวน 1,653,000 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15 ของทุนจดทะเบียน ทั้งนี้
เนื่องจากในปี 2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและบริษัทมีผลการ
ดำเนินงานตามวิธีส่วนได้เสียเป็นขาดทุน คณะผู้บริหารจึงเห็นควรให้ลดความไม่
แน่นอนที่อาจจะเกิดขึ้นในการลงทุนของบริษัท โดยได้พิจารณาว่าในขณะนั้น ภาระ
การลงทุนใน PTW ยังมีความไม่แน่นอนเนื่องจาก PTW ยังไม่เปิดให้บริการและมี
ผลการดำเนินงานเป็นขาดทุน อีกทั้งบริษัทมีภาระตาม Sponsors Support
Agreement ที่สัดส่วนค่อนข้างสูง บริษัทจึงลดการถือหุ้นลงซึ่งรวมถึงการลดภาระ
ตาม Sponsors Support Agreement ลงด้วย
5 พฤศจิกายน 2542 CK ได้ซื้อหุ้น PTW จำนวน 1,553,820 หุ้น จาก บจ. ช.การช่าง โฮลดิ้ง ใน
ราคาหุ้นละ 123.31 บาท (มูลค่าหุ้นตามบัญชีต่อหุ้น = (1.04) บาทต่อหุ้น) รวม
เป็นเงินทั้งสิ้น 191,601,544.20 บาท รวมถึงการซื้อหนี้ของ บจ. ช.การช่าง
โฮลดิ้ง ซึ่งได้แก่ภาระตาม Sponsors Support Agreement เงินต้นจำนวน
162,532,889.44 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 25,379,996.36 บาท รวมเป็น
เงิน187,912,885.80 บาท โดยเมื่อรวมภาระหนี้แล้วจะคิดเป็น 244.25 บาท
ต่อหุ้น ทำให้มีหุ้นเป็นจำนวน 3,206,820 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.10
ของทุนจดทะเบียน ซึ่งขณะนั้น PTW สามารถผลิตและจำหน่ายน้ำประปาได้แล้ว
อย่างไรก็ตาม บริษัท ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำรายการดังกล่าวข้างต้น
ต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2549 โดยอ้างถึงการเข้าซื้อเมื่อวันที่ 3
พฤศจิกายน 2542 บริษัทได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2542 ให้
เข้าซื้อหุ้นของ PTW จาก บจ. ช.การช่าง โฮลดิ้ง จำกัด จำนวน 1,774,220
หุ้น คิดเป็นเงินมูลค่า 218,770,000 บาท โดยใช้เงินทุนหมุนเวียนของบริษัท
โดยมีมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นของ PTW ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2542 เท่ากับ 81.10
บาทต่อหุ้น อีกทั้งตามสัญญา Sponsors Support Agreement) จากผู้ถือหุ้น
หลัก การทำรายการดังกล่าว บริษัทต้องให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามสัดส่วนของ
บจ.ช.การช่าง โฮลดิ้ง ซึ่ง ณ สิ้นปี 2542 คาดว่าจะต้องสนับสนุนเงินเพิ่มเติมอีก
ประมาณ 200 ล้านบาท ประกอบกับการดำเนินงานที่ผ่านมาของ PTW ตั้งแต่เปิด
ดำเนินงาน คือ วันที่ 15 ตุลาคม 2541 ก็ไม่ประสบปัญหาอุปสรรคใด ๆ และ
จากประมาณการกระแสเงินสดภายใต้ข้อสมมติฐานที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของ
โครงการ ยังเป็นโครงการที่ให้อัตราผลตอบแทนของโครงการเท่ากับร้อยละ
12.04 ซึ่งถือเป็นอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมระดับหนึ่ง นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นยังมี
โอกาสได้รับเงินปันผลและส่วนต่างกำไรจากราคาหุ้น (Capital Gain) เพราะ
PTW มีแผนในการระดมทุนโดยนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อผล
ประกอบการสอดคล้องกับเกณฑ์การจดทะเบียนของตลาดหลักทรัพย์ โดยมีบรรษัท
เงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบริษัท ไอเอฟซีที แอดไวเซอรี จำกัด
ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ ได้ออกความเห็นเกี่ยวกับรายการดังกล่าว ฉบับ
ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2542 โดยมีความเห็นว่ามูลค่าหุ้นตามวิธีการประเมินมูลค่า
ด้วยวิธีมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดโดยใช้อัตราส่วนลดเท่ากับร้อยละ 11 และ
ได้ราคาหุ้นเท่ากับ 123.31 บาทต่อหุ้น จึงเป็นราคาที่เหมาะสม และก่อให้เกิด
ประโยชน์ต่อบริษัท และผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น
218,770,000 บาท เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2542 CK ได้เข้าซื้อหุ้น PTW
เพียง 1,553,820 หุ้น เท่านั้น ในราคาหุ้นละ 123.31 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น
191,601,544.20 บาท รวมถึงการซื้อภาระหนี้ตาม Sponsors Support
Agreement ของ บจ. ช.การช่าง โฮลดิ้ง ซึ่งได้แก่เงินต้นจำนวน
162,532,889.44 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 25,379,996.36 บาท รวมเป็น
เงิน 187,912,885.80 บาท โดยเมื่อรวมภาระหนี้แล้วจะคิดเป็น 244.25 บาท
ต่อหุ้นทำให้มีหุ้นเป็นจำนวน 3,206,820 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 29.10 ของ
ทุนจดทะเบียน
30 มิถุนายน 2549 CK ได้ซื้อหุ้น PTW จำนวน 826,500 หุ้นจากบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด
(มหาชน) ในราคาหุ้นละ 73.50 บาท (มูลค่าหุ้นตามบัญชีต่อหุ้น = (53.45)
บาทต่อหุ้น) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 60,747,750 บาท รวมถึงการซื้อหนี้ของบริษัท
เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้แก่ภาระตาม Sponsors Support
Agreement เงินต้นจำนวน 79,390,000 บาท และดอกเบี้ยจำนวน
47,567,520 บาท รวมเป็นเงิน 126,957,520 บาท โดยเมื่อรวมภาระหนี้แล้ว
จะคิดเป็น 227.11 บาทต่อหุ้น ซึ่งมีผลทำให้มีหุ้นเป็นจำนวน 4,033,320 หุ้น
คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36.60 ของทุนจดทะเบียน
25 กันยายน 2549 CK ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทให้ซื้อหุ้น PTW จำนวน 659,000 หุ้น
จาก บจ. มหาศิริ สยาม ในราคาหุ้นละ 73.50 บาท (มูลค่าหุ้นตามบัญชีต่อหุ้น =
(53.45) บาทต่อหุ้น) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 48,436,500 บาท รวมถึงการซื้อหนี้
ของ บจ. มหาศิริ สยาม ซึ่งได้แก่ภาระตาม Sponsors Support Agreement
จำนวน 73,938,167.77 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 31,590,253.05 บาท
รวมเป็นเงิน 105,528,420.81 บาท โดยเมื่อรวมภาระหนี้แล้วจะคิดเป็น
233.63 บาทต่อหุ้น ซึ่งจะมีผลทำให้มีหุ้นเป็นจำนวน 4,692,320 หุ้น คิดเป็น
สัดส่วนร้อยละ 42.58 ของทุนจดทะเบียน
22 มกราคม 2550 บริษัทจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ PTW ตามสัดส่วน จำนวน 7,025,700 หุ้น มูลค่าหุ้น
ละ 100 บาท เป็นเงินจำนวน 702,570,000 บาท เพื่อคงสัดส่วนการถือหุ้นใน
PTW ร้อยละ 42.58 ของทุนจดทะเบียน และเนื่องจากมีผู้ถือหุ้นเดิมที่ไม่ใช้สิทธิใน
การเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน บริษัทจึงได้ใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนตามสัดส่วนจากผู้ถือหุ้น
เดิมที่ไม่ใช้สิทธิเพิ่มอีกเป็นจำนวน 1,049,818 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท เป็น
เงินจำนวน 104,981,800 บาท รวมเป็นหุ้นที่จองซื้อทั้งหมด 8,075,518 หุ้น
เป็นเงินทั้งสิ้น 807,551,800 บาท ซึ่งการใช้สิทธิจองซื้อหุ้นดังกล่าวจะมีผลทำให้
บริษัทถือหุ้นอยู่ใน PTW จำนวน 12,767,838 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 46.39 ของ
ทุนจดทะเบียน
3.2 ลักษณะการประกอบธุรกิจ
PTW ได้รับสิทธิดำเนินการผลิตและจ่ายน้ำประปาโครงการเอกชนร่วมลงทุนปรับปรุงขยายการ
ประปาปทุมธานีรังสิตกับ กปภ. ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการ
ของรัฐ พ.ศ. 2535 โดยที่ กปภ. ได้ให้สิทธิแก่ PTW แต่เพียงผู้เดียวเพื่อดำเนินการผลิตและจ่ายน้ำ
ประปาในเขตจังหวัดปทุมธานีและรังสิต
PTW ได้ลงนามในสัญญาร่วมทุนในรูปแบบ BOT กับ กปภ. เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2538 สัญญา
ร่วมทุนมีกำหนดระยะเวลา 25 ปี นับแต่วันเริ่มดำเนินการจ่ายน้ำประปา โดย PTW เป็นผู้ลงทุนก่อสร้าง
และดำเนินงาน รวมทั้งหาผลตอบแทนภายในอายุสัมปทาน โดยมีข้อกำหนดเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ใน
สินทรัพย์ที่ผู้ได้รับสิทธิได้ลงทุนให้แก่รัฐบาล คือ โอนกรรมสิทธิ์ในระบบจ่ายน้ำประปาให้แก่ กปภ. ในวันเริ่ม
ประกอบกิจการและโอนกรรมสิทธิ์ระบบผลิตน้ำประปาให้แก่ กปภ. ภายใน 30 วัน ก่อนครบกำหนดอายุ
สัมปทาน
โดยที่วันเริ่มประกอบกิจการของ PTW คือ วันที่ 15 ตุลาคม 2541 และวันสิ้นสุดอายุสัมปทาน คือ
วันที่ 14 ตุลาคม 2566 โดย PTW สามารถขอขยายระยะเวลาของสัญญาออกไปได้อีก โดยขึ้นอยู่กับการ
เจรจาของทั้งสองฝ่าย
อย่างไรก็ตาม PTW ได้ว่าจ้าง BJT ซึ่งปัจจุบันมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของ PTW ในการบริหาร
จัดการและซ่อมบำรุงสาธารณูปโภคของโครงการน้ำประปาของ PTW โดย BJT จะได้รับค่าบริการในการ
ดำเนินการดังกล่าว ตามอัตราค่าบริการที่ได้กำหนดไว้ในสัญญารับจ้างบริหารจัดการ (Operation and
Maintenance Agreement) ลงวันที่ 26 มกราคม 2550
สำหรับปริมาณน้ำขั้นต่ำที่ กปภ. ต้องซื้อในวันเริ่มประกอบการจาก PTW อยู่ที่ 140,000 ลบ.ม.
ต่อวัน ทั้งนี้ สิทธิในการจำหน่ายน้ำประปาตลอดอายุสัญญาจะไม่เกิน 288,000 ลบ.ม. ต่อวัน โดยเมื่อวัน
ที่ 15 กันยายน 2549 PTW ได้มีการลงนามเพิ่มเติมในสัญญาซื้อขายน้ำประปาเพื่อใช้ในพื้นที่สำนักงาน
ประปารังสิต จังหวัดปทุมธานี โดยบริษัทจะลงทุนก่อสร้างระบบผลิตน้ำประปา สถานีเพิ่มแรงดันน้ำ ปรับปรุง
ระบบส่งน้ำประปา สถานีจ่ายน้ำประปาและดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตและส่งน้ำประปาให้แก่ กป
ภ. อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา จนถึงวันสิ้นสุดสัญญา แล้วส่งมอบทรัพย์สินที่ PTW ได้ลงทุนทั้งหมดให้แก่ กป
ภ. โดยมีปริมาณน้ำขั้นต่ำที่ กปภ. ต้องซื้อจาก PTW ตามสัญญาที่ได้ลงนามข้างต้น ดังนี้
- เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ กปภ. ต้องซื้อครั้งแรกวันละ 50,000 ลบ.ม.
- ครั้งที่สอง วันละ 60,000 ลบ.ม. เมื่อครบ 12 เดือน จากการซื้อครั้งแรก
- ครั้งที่สามและครั้งต่อ ๆ ไป วันละ 70,000 ลบ.ม. เมื่อครบ 12 เดือน จากการซื้อครั้งที่สอง
ในด้านราคาจำหน่ายนั้น ตามสัญญาซื้อขายน้ำประปาสัมปทานได้กำหนดปริมาณขั้นต่ำที่ กปภ. รับซื้อ
จาก PTW ตามระยะเวลาดำเนินโครงการดังกล่าวข้างต้นและได้กำหนดราคาจำหน่ายให้สามารถปรับขึ้นได้
ทุกปีตามอัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index) ของทั้งประเทศ ซึ่ง
จัดพิมพ์โดยกระทรวงพาณิชย์ โดยมีราคาฐานที่ปี พ.ศ. 2541
3.3 สรุปภาวะอุตสาหกรรม
ปริมาณน้ำฝนทั่วประเทศทั้งสิ้นเท่ากับปีละ 800,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่มีเพียง 219,000 ล้าน
ลูกบาศก์เมตร ที่ไหลลงสู่แม่น้ำลำคลอง หนอง บึง และมีเพียง 36,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ
4.5 เท่านั้น ที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน ในขณะที่ปริมาณความต้องการใช้น้ำทั่วประเทศมีมากถึง 93,919
ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปริมาณน้ำธรรมชาติมีอยู่อย่างจำกัด และ สามารถนำมาใช้งานได้ใน
ปริมาณที่น้อยลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีคุณภาพที่เสื่อมโทรมลงโดยตลอด ดังนั้น การขาดแคลนน้ำที่มี
คุณภาพจึงมีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี
ทั้งนี้ มีผู้ประกอบกิจการประปาเอกชนทั่วประเทศทั้งสิ้น 81 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 1.1
ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยแบ่งตามขนาดของกิจการประปาและภูมิภาคได้ ดังต่อไปนี้
พื้นที่ ขนาดระบบประปา(แห่ง) กำลังการผลิต อายุสัมปทาน (แห่ง)
เล็ก กลาง ใหญ่ รวม รวม (ลบ.ม./วัน) 5 ปี 10 ปี 15 ปี 25 ปี รวม
ภาคเหนือ 9 1 - 10 8,484 6 3 - 1 10
ภาคกลาง 5 6 7 65 1,091,388 55 - 2 8 65
ภาคอีสาน 1 - - 1 930 1 - - - 1
ภาคใต้ 4 1 - 5 15,075 4 - - 1 5
รวม 66 8 7 81 1,115,877 66 3 2 10 81
ที่มา : กรมทรัพยากรน้ำเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2549
หมายเหตุ : 1. ระบบประปาขนาดเล็ก กำลังการผลิตไม่เกิน 3,000 ลบ.ม./วัน และมีผู้ใช้น้ำไม่เกิน
2,000 ราย
2. ระบบประปาขนาดกลาง กำลังการผลิต 3,001 - 15,000 ลบ.ม./วัน และมีผู้ใช้น้ำ
2,001 - 8,000 ราย
3. ระบบประปาขนาดใหญ่ กำลังการผลิตมากกว่า 15,000 ลบ.ม./วัน และมีผู้ใช้น้ำมาก
กว่า 8,000 ราย
โดยมี TTW เป็นผู้ประกอบกิจการประปาเอกชนที่ร่วมลงทุนกับ กปภ. ที่มีกำลังการผลิตสูงสุด เมื่อ
เทียบกับผู้ประกอบการเอกชนรายอื่น ๆ ทั่วประเทศ และ TTW ยังมีสัดส่วนของปริมาณน้ำขั้นต่ำที่ กปภ.
ต้องซื้อ (Minimum Off-take Quantity หรือ MOQ) ในขั้นสูงสุดต่อกำลังการผลิตรวมสูงสุดในอัตรา
ร้อยละ 93.8 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดที่ในบรรดาผู้ประกอบการเอกชนทั่วประเทศ โดยบริษัท เอ็กคอมธารา
จำกัด (บริษัทย่อยของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)) และ PTW มี MOQ ที่ร้อยละ 89.7 และ 83.3
ตามลำดับ
3.4 ผลการดำเนินงาน
3.4.1 สรุปฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานของ PTW ที่ผ่านการตรวจสอบจาก บริษัท สำนัก
งาน เอินส์ท แอนด์ ยัง จำกัด ณ วันที่ 31 ธันวาคม ปี 2547 - 2548 และงบการเงินภายในของบริษัท
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2549 และ 28 กุมภาพันธ์ 2550 ซึ่งยังไม่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชี
(หน่วย : ล้านบาท)
งบการเงินรวม ตรวจสอบแล้ว งบการเงินภายในของบริษัท
31 ธ.ค. 47 31 ธ.ค. 48 31 ธ.ค. 49 28 ก.พ. 50
สินทรัพย์หมุนเวียน
เงินสดและเงินฝากสถาบันการเงิน 281.14 203.55 255.94 313.71
ลูกหนี้การค้า 70.53 78.17 101.81 98.98
สินทรัพย์หมุนเวียนอื่น ๆ 18.08 17.92 35.81 178.27
รวมสินทรัพย์หมุนเวียน 369.75 299.64 393.56 590.96
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
สินทรัพย์ในการผลิตน้ำประปา(สุทธิ) 4,116.57 3,897.50 3,801.25 3,373.08
สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่น ๆ 13.18 12.53 186.66 583.47
รวมสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน 4,129.75 3,910.03 3,987.91 3,956.55
สินทรัพย์รวม 4,499.50 4,209.67 4,381.47 4,547.51
หนี้สินหมุนเวียน
เงินเบิกเกินบัญชีธนาคาร 9.82 6.17 21.34 21.39
เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงินที่ถึงกำหนด
ชำระภายในหนึ่งปี 0.00 200.00 260.00 260.00
หนี้สินหมุนเวียนอื่น ๆ 75.68 59.55 179.20 169.84
รวมหนี้สินหมุนเวียน 85.50 265.72 460.54 451.23
หนี้สินไม่หมุนเวียน
เงินกู้ยืมระยะยาวจากผู้ถือหุ้น 934.00 934.00 934.00 0.00
เงินกู้ยืมระยะยาวจากสถาบันการเงิน-สุทธิ
จากส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี 4,030.23 3,500.58 3,050.80 3,256.69
หนี้สินไม่หมุนเวียนอื่น ๆ 481.21 538.23 418.86 0.00
รวมหนี้สินไม่หมุนเวียน 5,445.44 4,972.81 4,403.66 3,256.69
หนี้สินรวม 5,530.93 5,238.53 4,864.20 3,707.92
ทุนจดทะเบียนและทุนที่ชำระแล้ว 1,102.00 1,102.00 1,102.00 1/ 2,752.00 2/
กำไรสะสม (2,133.43) (2,130.86) (1,584.73) (1,912.41)
ส่วนของผู้ถือหุ้น (1,031.43) (1,028.86) (482.73) 839.59
รวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น 4,499.50 4,209.67 4,381.47 4,547.51
รายได้รวม 738.05 853.44 1,460.02 197.92
ต้นทุนขาย3/ 465.00 514.07 531.07 435.95
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 27.19 42.47 46.72 43.86
ดอกเบี้ยจ่าย 301.51 294.33 336.10 45.79
กำไร (ขาดทุน) สุทธิ (55.64) 2.58 546.13 (327.68)
กำไร (ขาดทุน) สุทธิต่อหุ้น (บาท) (5.05) 0.23 49.56 (11.91)
มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (บาท) (93.60) (93.36) (43.80) 30.51
หมายเหตุ : 1. เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2549 PTW เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 1,650 ล้านบาท
จากเดิม 1,102 ล้านบาท เป็น 2,752 ล้านบาท
2. ณ วันที่ 25 มกราคม 2550 PTW มีทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้ว 2,752
(ยังมีต่อ)