ข่าวแจ้งตลาดหลักทรัพย์
08 พฤษภาคม 2550
ลงนามบันทึกความเข้าใจกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ที่ CK-07-0000-PO-L-0116
8 พฤษภาคม 2550
เรื่อง แจ้งการลงนามบันทึกความเข้าใจ
เรียน กรรมการและผู้จัดการ
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
เนื่องด้วย เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2550 บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด
(?SEAN?) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมของบริษัทฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (?MOU?) กับรัฐบาล
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อทำการศึกษาและพัฒนาโครงการน้ำบาก 1 และ
น้ำบาก 2 (น้ำจ้า) โดยจะใช้เวลาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการประมาณ 18 เดือน
ทั้งนี้ โครงการน้ำบาก 1 และน้ำบาก 2 จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 1,080
กิโลวัตต์ต่อปี หรือประมาณครึ่งหนึ่งของโครงการน้ำงึม 2 และมีมูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น
ประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา โดยมีระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี รวมระยะเวลา
ก่อสร้าง โครงการดังกล่าวอยู่ห่างจากโครงการน้ำงึม 2 เป็นระยะทางประมาณ 15
กิโลเมตร นอกจากนี้ โครงการน้ำบากยังสามารถช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่โครงการน้ำงึม 2
ได้อีกประมาณ 250 กิโลวัตต์ต่อปี โดยการผันน้ำจากโครงการมาลงที่อ่างน้ำงึม 2 ใน
เบื้องต้น SEAN เห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่น่าสนใจ และจะสามารถพัฒนาศักยภาพของ
โครงการให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยคาดว่าจะสามารถผลิตกระแส
ไฟฟ้าได้ในปี พ.ศ.2556
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2550 บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) ได้ลง
นามในบันทึกความเข้าใจ (?MOU?) กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อการ
ศึกษาความเป็นไปได้ของการก่อสร้างเขื่อนแบบฝายน้ำล้นบนแม่น้ำโขง บริเวณจังหวัดไซยะบุรี
(Xayaburi Hydroelectric Power Project) ทั้งนี้ จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า
โครงการไซยะบุรีดังกล่าวจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งได้ถึง 1,260 เมกะวัตต์ (MW) หรือ
ประมาณ 2 เท่าของเขื่อนน้ำงึม 2 ที่บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด กำลัง
ดำเนินการสร้างอยู่ เขื่อนไซยะบุรีนี้ เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้า
ขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ประมาณ 6,000 กิกะวัตต์-ชั่วโมง/
ปี (GWh/year) ในขณะที่เขื่อนน้ำงึม 2 จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 2,200 กิกะวัตต์-
ชั่วโมง/ปี (GWh/year) อ่างรับน้ำของเขื่อนไซยะบุรี (Catchment Area) มีความกว้าง
ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 280,000 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ คาดว่าโครงการดังกล่าวจะมีค่า
ก่อสร้างทั้งสิ้นประมาณ 1,700-1,800 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทฯ จะเป็น
ผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก สำหรับรายได้จากการขายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า
300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ในขณะที่รายจ่ายการดำเนินการและบำรุงรักษา (Operation
and Maintenance Costs) จะตกประมาณร้อยละ 3 ของรายรับ
การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกินกว่า 30 เดือน และ
จะสามารถเริ่มก่อสร้างประมาณต้นปี พ.ศ.2554 และจะก่อสร้างแล้วเสร็จและผลิตกระแส
ไฟฟ้าเพื่อขายให้กับ กฟผ. ได้ประมาณไตรมาสสุดท้ายของปี พ.ศ.2558
จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ
ขอแสดงความนับถือ
(นายอนุกูล ตันติมาสน์)
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่
สายงานทรัพยากรมนุษย์และบริหารทั่วไป